nungning....คณิตศาสตร์....
 
  หน้าแรก
  มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
  หลักการสร้าง เลือกสื่อ ให้เหมาะสม
  งานวิจัย...คือ..อะไร..????
  => งานวิจัย เรื่องที่ 1
  => งานวิจัย เรื่องที่ 2
  => งานวิจัย เรื่องที่ 3
  => งานวิจัย เรื่องที่ 4
  => งานวิจัย เรื่องที่ 5
งานวิจัย เรื่องที่ 5

 

ชื่องานวิจัย :รายงานการพัฒนาและผลการใช้นวัตกรรมการศึกษา (บทเรียนสำเร็จรูป)กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ค 32101) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ชื่อผู้ทำวิจัย  : น้ำเพชร ขวัญทอง ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
สถาบัน ปีที่พิมพ์ : โรงเรียนบ้านสามแยกวังชมภู 2549
 



         ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรายงานผลการใช้นวัตกรรม คือ บทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ค32101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 เรื่องที่ใช้ศึกษาทดลองกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสามแยกวังชมภูสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
 
วัตถุประสงค์ของการวิจัย 

1)
เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ค 32101) โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ 70/70
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ค 32101) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสามแยกวังชมภู ปีการศึกษา 2549 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป
3)
เพื่อเปรียบเทียบเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสามแยกวังชมภูปีการศึกษา 2549 ต่อกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ก่อนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป

วิธีดำเนินการ

1.
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 32 คน ในปีการศึกษา 2549 ของโรงเรียนบ้านสามแยกวังชมภูสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
2.
เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาทดลองเป็นเนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ. 2544 และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบ้านสามแยกวังชมภู พ.ศ. 2549
3.
ระยะเวลาในการศึกษาทดลอง ได้แก่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 15 สัปดาห์ 59 คาบ
4.
เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) บทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ค 32101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 เรื่อง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ (ค 32101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3) แบบวัดเจตคติต่อกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
5.
สถิติที่ใช้ ได้แก่การหาค่าเฉลี่ย (Mean) การหาประสิทธิภาพ E1 / E2 การหาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์ริชาร์ดสัน หาค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเจตคติโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของครอนบัค (Cronbach) และ t – test แบบ Dependent 

สรุปผลการวิจัย

    
ผลการศึกษาทดลองพบว่า บทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 5 เรื่องกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ค 32101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสามแยกวังชมภู ซึ่งประกอบด้วยเรื่องอัตราส่วนและร้อยละ มีประสิทธิภาพ E1 เท่ากับ 89.68 E2 เท่ากับ 71.25 เรื่องการวัด มีประสิทธิภาพ E1 เท่ากับ 94.42 E2 เท่ากับ 73.75 เรื่องแผนภูมิรูปวงกลม มีประสิทธิภาพ E1 เท่ากับ 86.96 E2 เท่ากับ 71.41 เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต มีประสิทธิภาพ E1 เท่ากับ 85.45 E2 เท่ากับ 70.47 เรื่องความเท่ากันทุกประการ มีประสิทธิภาพ E1 เท่ากับ 90.09 E2 เท่ากับ 70.78 และประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จทุกเรื่องรวมกันมีประสิทธิภาพ E1 เท่ากับ 89.32 E2 เท่ากับ 72.13 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 70/70
ผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป (ฉบับรวม)กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสามแยกวังชมภูปีการศึกษา 2549 พบว่า ได้ค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ( ) เท่ากับ 25.22 และค่าเฉลี่ยหลังเรียน ( ) เท่ากับ 36.06 มีความแตกต่างกัน 10.84 แสดงให้เห็นว่าผลการเรียนมีความก้าวหน้าเมื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป (ฉบับรวม) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสามแยกวังชมภู ปีการศึกษา 2549 พบว่า ได้ค่า t เท่ากับ 34.12 สูงกว่าค่าวิกฤติของ t 1.76 แสดงให้เห็นว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งแสดงว่าบทเรียนสำเร็จรูปส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นจริง
ผลการวัดเจตคติของนักเรียนต่อสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 5 เรื่อง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสามแยกวังชมภู ปีการศึกษา 2549 ซึ่งได้มาจากการวัดตามลักษณะการวัดแบบลิเคิร์ท สเกล (Likert Scale) ชนิด 5 ตัวเลือกแล้วนำคะแนนไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์การแปลความของบุญชม ศรีสะอาด พบว่าได้ค่าคะแนนเฉลี่ยเจตคติก่อนเรียน ( ) เท่ากับ 3.15 และค่าเฉลี่ยเจตคติหลังเรียน ( ) เท่ากับ 4.01 มีความแตกต่างกัน 0.86 ซึ่งมีความหมายว่านักเรียนมีความเห็นด้วยกับรายการที่ต้องการวัดในระดับ มากแสดงให้เห็นว่านักเรียนมีเจตคติต่อกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบผลการวัดเจตคติของนักเรียนต่อสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปจำนวน 5 เรื่อง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสามแยกวังชมภู ปีการศึกษา 2549 พบว่า ได้ค่า t เท่ากับ 11.53 สูงกว่าค่าวิกฤติของ t 1.76 แสดงให้เห็นว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งแสดงว่าบทเรียนสำเร็จรูปส่งผลให้นักเรียนมีเจตคติต่อกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นจริง
เทคโนโลยีที่ใช้ในงานวิจัย
  1. บทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 5 เรื่องกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ค 32101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
  2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ (ค 32101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

แบบวัดเจตคติต่อกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

 
   
Advertisement  
   
Today, there have been 2 visitors (4 hits) on this page!
=> Do you also want a homepage for free? Then click here! <=